สาเหตุของโรคหัดเยอรมัน
โรคหัดเยอรมัน มีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า “รูเบลลา” (RubellaRubella Virus) ซึ่งแพร่กระจายได้ผ่านการไอหรือจาม รวมถึงการสัมผัสกับน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะของผู้ป่วย เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายผ่านระบบทางเดินหายใจ จะแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดและระบบน้ำเหลือง กระทั่งทำให้เกิดการติดเชื้อทั่วร่างกายอาการของโรคหัดเยอรมัน
ผู้ป่วยโรคหัดเยอรมันจะมีอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป ซึ่งมักจะมีอาการดังนี้- มีไข้ต่ำ ๆ
- ปวดศีรษะ
- น้ำมูกไหล
- อ่อนเพลีย
อันตรายของโรคหัดเยอรมันสำหรับคนท้อง
โรคหัดเยอรมันเป็นภัยคุกคามร้ายแรงสำหรับคนท้อง โดยหากติดเชื้อและมีอาการป่วยเป็นหัดเยอรมัน ในช่วงอายุครรภ์ 12 สัปดาห์แรก จะส่งผลให้ทารกในครรภ์มีปัญหาความผิดปกติหลายประการ รวมถึงอาจทำให้เกิดความพิการอย่างรุนแรง เช่น ความผิดปกติทางระบบประสาท การสูญเสียการได้ยิน และการเกิดต้อกระจก นอกจากนี้ ยังอาจทำให้เกิดปัญหาหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital Heart Disease) ซึ่งส่งผลให้มีความผิดปกติทางพัฒนาการและปัญหาสุขภาพระยะยาว ดังนั้นคุณแม่จึงควรหลีกเลี่ยงให้ห่างจากผู้ป่วย หรือผู้ที่สงสัยว่าจะเป็นหัดเยอรมัน และต้องดูแลสุขอนามัยของตนเองอย่างดีที่สุดการวินิจฉัยโรคหัดเยอรมัน
การวินิจฉัยโรคหัดเยอรมัน สามารถทำได้ ดังนี้- ตรวจวินิจฉัยโดยทั่วไป เช่น ตรวจสอบผื่นแดงที่เกิดขึ้นตามร่างกาย ต่อมน้ำเหลืองโต และอาการไข้
- ตรวจเลือดเพื่อยืนยันการติดเชื้อ โดยเป็นการตรวจวัดระดับแอนติบอดีต่อไวรัส Rubella ในเลือด หากพบว่ามีแอนติบอดีชนิด IgM ซึ่งเป็นแอนติบอดีที่ร่างกายสร้างขึ้นในระยะเริ่มแรก แสดงว่าผู้ป่วยติดเชื้อหัดเยอรมัน
การป้องกันโรคหัดเยอรมัน
วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันโรคหัดเยอรมันคือการฉีดวัคซีน MMR (Measles, Mumps, and Rubella) ซึ่งเป็นวัคซีนป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน โดยวัคซีนนี้ควรได้รับตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็ก และสามารถฉีดกระตุ้นในผู้ใหญ่ที่ยังไม่ได้รับการฉีดหรือไม่มีภูมิคุ้มกันเพียงพอ ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนหัดเยอรมัน มีความสำคัญอย่างมากสำหรับผู้ที่วางแผนการตั้งครรภ์ สำหรับผู้หญิงหลังจากได้รับวัคซีนแล้วต้องฉีดยาคุมกำเนิดเป็นเวลาอย่างน้อย 1-3 เดือน เพื่อให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันก่อน ถึงจะมีความพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ต่อไปการตรวจหาภูมิคุ้มกันโรคหัดเยอรมัน
การตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อโรคหัดเยอรมันทำได้โดยการตรวจเลือดเพื่อวัดระดับแอนติบอดีที่สร้างขึ้นมาตอบสนองต่อการติดเชื้อหรือการฉีดวัคซีน ซึ่งการตรวจจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ- ตรวจเลือดเพื่อหาสารภูมิต้านทานชนิดเอ็ม (IgM Antibody) หากตรวจพบจะแสดงว่าเคยติดเชื้อไวรัส หรืออาจจะได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัดเยอรมันมาก่อน
- ตรวจเลือดเพื่อหาสารภูมิต้านทานชนิดจี (IgG Antibody) หากตรวจพบจะแสดงว่าร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อโรคหัดเยอรมัน ไม่ว่าจะเกิดจากการเคยติดเชื้อมาก่อนหรือได้รับวัคซีนป้องกันโรคแล้ว