อาการแท้งลูกที่ควรรู้ สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
การแท้งส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ซึ่งอาการแท้งที่พบบ่อย ได้แก่- มีเลือดออกจากช่องคลอด เริ่มจากเลือดสีน้ำตาลจาง ๆ ไปจนถึงเลือดแดงสด
- มีอาการปวดท้องน้อยหรือปวดหลังอย่างต่อเนื่อง คล้ายอาการปวดประจำเดือนแต่รุนแรงกว่า
- มีของเหลวหรือชิ้นเนื้อขนาดเล็กออกมาทางช่องคลอด
- อาการแพ้ท้องที่เคยมีหายไปอย่างรวดเร็ว เช่น รู้สึกคลื่นไส้ลดลง เต้านมไม่คัดตึง
แท้งบ่อยเกิดจากอะไร?
ภาวะแท้งบ่อย หรือการแท้งติดต่อกันหลายครั้งไม่ใช่เรื่องปกติ และควรได้รับการตรวจอย่างละเอียดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งปัจจัยที่อาจเป็นสาเหตุ มีดังนี้ความผิดปกติทางพันธุกรรม
เกิดจากโครโมโซมหรือยีนที่ผิดปกติของไข่หรืออสุจิ ทำให้ตัวอ่อนไม่สามารถพัฒนาได้ตามปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุของการแท้งบ่อยที่พบได้มากที่สุดความผิดปกติของมดลูก
หากมดลูกมีผนังกั้น โพรงมดลูกผิดรูป หรือมีพังผืด อาจส่งผลให้การฝังตัวของตัวอ่อนไม่สมบูรณ์ หรือเกิดการหลุดออกง่ายปัญหาฮอร์โมน
ปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมน อย่าง ภาวะฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนต่ำ มีผลต่อการเตรียมผนังมดลูกให้พร้อมกับการฝังตัว และ ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) เป็นปัญหาที่ส่งผลต่อการตกไข่และการเจริญของเยื่อบุโพรงมดลูกโรคประจำตัวเรื้อรัง
โรคประจำตัวต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไทรอยด์ หรือภูมิคุ้มกันทำลายตัวอ่อน เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เกิดอาการแท้งได้เช่นกันอายุของทั้งฝ่ายหญิงและชาย
หากฝ่ายหญิงมีอายุมากกว่า 35 ปี หรือฝ่ายชายมากกว่า 40 ปี โอกาสเกิดความผิดปกติของเซลล์ไข่และอสุจิจะเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อการปฏิสนธิและพัฒนาการของตัวอ่อน การวินิจฉัยที่แม่นยำและการวางแผนการตั้งครรภ์ร่วมกับแพทย์ จะช่วยลดความเสี่ยงของการแท้งซ้ำและเพิ่มโอกาสในการมีบุตรได้มากขึ้น
แนวทางวินิจฉัยเมื่อแท้งบ่อย
สำหรับผู้ที่มีประวัติแท้งซ้ำติดต่อกัน การตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุอย่างละเอียดถือเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนเริ่มต้นการตั้งครรภ์ใหม่ เพราะการแท้งบ่อยมักเกิดจากปัจจัยที่สามารถตรวจพบและแก้ไขได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางพันธุกรรม ฮอร์โมน โครงสร้างมดลูก หรือโรคประจำตัวบางชนิด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์จะวางแผนการตรวจอย่างครอบคลุม โดยพิจารณาจากประวัติทางการแพทย์ อายุของคู่สมรส จำนวนครั้งที่แท้ง รวมถึงลักษณะของการแท้งลูกแต่ละครั้ง เพื่อให้สามารถระบุปัจจัยเสี่ยง และเลือกแนวทางการรักษาหรือการวางแผนตั้งครรภ์ที่เหมาะสมที่สุดในครั้งถัดไป โดยมีแนวทางการตรวจวินิจฉัยดังนี้- ตรวจโครโมโซมของทั้งพ่อและแม่
- ตรวจมดลูกด้วยการอัลตราซาวนด์ หรือส่องกล้องโพรงมดลูก
- ตรวจฮอร์โมนในช่วงรอบเดือน
- ตรวจระบบภูมิคุ้มกัน
- ตรวจคุณภาพอสุจิ รวมถึงการตรวจ DNA Fragmentation
ICSI คืออะไร และช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ได้อย่างไร?
เมื่อพบสาเหตุของการแท้งลูกบ่อย และได้รับการวินิจฉัยอย่างครบถ้วนแล้ว ขั้นตอนสำคัญต่อไปคือการเลือกแนวทางที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ให้สำเร็จมากขึ้นอย่างปลอดภัย ซึ่งหนึ่งในเทคโนโลยีทางเลือกที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย คือ การทำ ICSI ICSI หรือ Intracytoplasmic Sperm Injection คือเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่แพทย์จะคัดเลือกอสุจิที่แข็งแรงที่สุด นำไปฉีดเข้าไปในไข่โดยตรง เพื่อช่วยให้เกิดการปฏิสนธิ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะในกรณีที่อสุจิหรือไข่มีคุณภาพต่ำ หรือมีความเสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติของตัวอ่อน ซึ่งมักเป็นสาเหตุหนึ่งของการแท้งบ่อย การทำ ICSI มาพร้อมกับข้อดีดังนี้- ลดโอกาสการปฏิสนธิที่ผิดปกติ เพราะเลือกใช้อสุจิที่มีคุณภาพสูง
- สามารถตรวจคัดกรองพันธุกรรมของตัวอ่อนก่อนย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก (PGT) เพื่อเลือกตัวอ่อนที่แข็งแรงที่สุด
- เหมาะกับผู้ที่มีคุณภาพไข่หรืออสุจิต่ำ หรือผู้ที่เคยพยายามมีบุตรแต่ไม่ประสบความสำเร็จ
- เพิ่มโอกาสการฝังตัวของตัวอ่อนที่มีคุณภาพ และลดความเสี่ยงของการแท้งในอนาคต