การตรวจ ERA Test คืออะไร ?
การตรวจ ERA Test (Endometrial Receptivity Analysis) คือกระบวนการทางการแพทย์ที่ช่วยประเมินความพร้อมของเยื่อบุโพรงมดลูกในการฝังตัวของตัวอ่อน โดยจะเริ่มจากการกระตุ้นเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrium) โดยให้ฮอร์โมนเพศหญิงหรือโปรเจสเตอโรน (Progesterone) เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งจะใช้เวลา 5 วันโดยประมาณ หลังจากนั้นจะทำการผ่าตัดชิ้นเนื้อเพื่อนำมาวินิจฉัย (Biopsy) โดยจะเป็นส่วนของเนื้อเยื่อของโพรงมดลูก จากนั้นนำมาวิเคราะห์การแสดงออกของยีน (Gene Expression) ที่มีกว่า 248 ยีน เพื่อหาช่วงเวลาที่แม่นยำในการเคลื่อนย้ายตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูก ซึ่งวิธีนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสในการฝังตัวของตัวอ่อน และนำไปสู่การตั้งครรภ์ในที่สุดการตรวจ ERA Test จำเป็นหรือไม่ ทำไมต้องตรวจ ?
การตรวจ ERA Test จำเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในผู้หญิงที่กำลังวางแผนการมีบุตร เนื่องจากจะช่วยเพิ่มโอกาสให้กับการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่ลองวิธีทางธรรมชาติมานานแต่ยังไม่มีบุตร รวมถึงผู้ที่เคยย้ายตัวอ่อนสู่โพรงมดลูกมาก่อนแต่ไม่สำเร็จ ซึ่งอาจประเมินได้ว่า เยื่อบุโพรงมดลูกอาจมีปัญหาและไม่พร้อมในการฝังตัวของตัวอ่อนในขณะนั้นประโยชน์ของการตรวจ ERA Test คืออะไร ?
- เพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์สำหรับผู้ที่มีปัญหามีบุตรยาก เนื่องจากสามารถระบุช่วงเวลาที่ผนังมดลูกพร้อมในการฝังตัวอ่อนได้
- ประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลา เนื่องจากสามารถหลีกเลี่ยงการฝังตัวอ่อนในช่วงที่ผนังมดลูกไม่พร้อม
- เพิ่มความแม่นยำในการรักษา ช่วยให้แพทย์สามารถออกแบบแผนการรักษาแบบเฉพาะบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขั้นตอนการตรวจ ERA Test ต้องทำอย่างไร ?
สำหรับกระบวนการทำ ERA Test เพื่อตรวจความพร้อมเยื่อบุโพรงมดลูก ประกอบไปด้วยขั้นตอนที่ละเอียดและต้องดำเนินการอย่างแม่นยำ โดยสรุปได้ดังนี้- เตรียมผนังมดลูกให้พร้อมสำหรับการฝังตัวอ่อน โดยให้ผู้เข้ารับการรักษารับประทานยากระตุ้นการตกไข่
- รอจนกว่าผนังมดลูกจะหนาขึ้นถึง 8-10 มิลลิเมตร
- เมื่อเยื่อบุโพรงมดลูกหนาขึ้นแล้ว จะทำการเริ่มให้ยาโปรเจสเตอโรนเป็นเวลา 5 วัน
- ทำการตัดหรือดูดเก็บเยื่อบุโพรงมดลูกเพื่อส่งตรวจหาการแสดงออกของยีน (Gene Expression)ในวันที่เราวางแผนจะใส่ตัวอ่อน เพื่อหาช่วงเวลาที่เหมาะสมในการย้ายตัวอ่อน แล้วยกเลิกการใส่ตัวอ่อนในรอบนั้น พร้อมรอผลการตรวจ
ปรึกษาแนวทางการตรวจความพร้อมเยื่อบุโพรงมดลูกกับ VFC Center
เงื่อนไขของตัวอ่อนที่เหมาะกับกระบวนการทำ ERA Test
เนื่องจากกระบวนการทำ ERA Test คือการตรวจความพร้อมเยื่อบุโพรงมดลูกต่อการฝังตัวของตัวอ่อน จึงจำเป็นจะต้องมีเงื่อนไขบางประการที่เกี่ยวข้องกับการคัดเลือกตัวอ่อนที่เหมาะสม โดยสามารถแบ่งได้เป็น 2 เงื่อนไขสำคัญ ดังนี้- ระยะการเติบโตของตัวอ่อนที่เหมาะสม สำหรับตัวอ่อนที่จะใช้ย้ายไปสู่โพรงมดลูก จะต้องเป็นตัวอ่อนในระยะวันที่ 5-6 หรืออยู่ในระยะบลาสโตซิสต์(Blastocyst Stage) เนื่องจากเป็นช่วงที่มีการพัฒนา และมีความพร้อมในการฝังตัวไปกับโพรงมดลูกได้อย่างเหมาะสมมากที่สุด
- ความปกติของโครโมโซม ตัวอ่อนที่เหมาะสมมากที่สุดต่อการตั้งครรภ์ จะต้องมีผลตรวจโครโมโซมที่ปกติ เพื่อให้มีโอกาสในการฝังตัว และลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแท้งในอนาคต
ผลการตรวจ ERA Test
สำหรับผลการตรวจ ERA Test สามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่- ระยะที่เหมาะสม (Receptive) เยื่อบุโพรงมดลูกพร้อมในการฝังตัวอ่อน
- ระยะไม่พร้อม (Non-receptive) เยื่อบุโพรงมดลูกไม่พร้อมในการฝังตัวอ่อน
- ระยะไม่ชัดเจน (Inconclusive) ผลการตรวจไม่ชัดเจน อาจต้องตรวจซ้ำอีกครั้ง
การตรวจ ERA TEST เหมาะกับใคร ?
กระบวนการทำ ERA Test เพื่อตรวจความพร้อมเยื่อบุโพรงมดลูก มีขั้นตอนที่ต้องอาศัยความละเอียดและแม่นยำสูง โดยมีลำดับขั้นตอน ดังนี้- คนที่มีประวัติการย้ายตัวอ่อนที่มีคุณภาพดี มีผนังมดลูกปกติแต่ก็ยังไม่ตั้งครรภ์
- คนที่มีตัวอ่อนจำนวนน้อย ทำให้ต้องมีการวางแผนอย่างดีที่สุด เพื่อใช้ตัวอ่อนอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด
การตรวจ ERA TEST ราคาเท่าไร ?
ค่าใช้จ่ายสำหรับการทำ ERA Test ในปัจจุบันจะมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละคลินิกหรือโรงพยาบาล โดยทั่วไปราคาจะอยู่ระหว่าง 45,000-65,000 บาท ซึ่งจะขึ้นอยู่กับขอบเขตของการตรวจ เทคโนโลยีห้องปฏิบัติการ และบริการเสริมอื่น ๆ ที่รวมอยู่ในแพ็กเกจ อย่างไรก็ตาม เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการตั้งครรภ์ให้สูงสุด แพทย์มักแนะนำให้ตรวจควบคู่ไปกับการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในโพรงมดลูกด้านอื่น ๆ ซึ่งสามารถทำไปพร้อมกันได้ในการเก็บตัวอย่างครั้งเดียว ได้แก่- EMMA (Endometrial Microbiome Metagenomic Analysis): การตรวจวิเคราะห์สมดุลของจุลินทรีย์ในโพรงมดลูก เพื่อดูว่ามีปริมาณแบคทีเรียที่ดี (Lactobacillus) เพียงพอต่อการฝังตัวของตัวอ่อนหรือไม่
- ALICE (Analysis of Infectious Chronic Endometritis): การตรวจวิเคราะห์เชื้อแบคทีเรียก่อโรคที่เป็นสาเหตุของภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบเรื้อรัง (Chronic Endometritis) ซึ่งอาจส่งผลต่อการติดและการเจริญเติบโตของตัวอ่อน
เลือกตรวจ ERA TEST ที่ไหนดี ?
- บุคลากรทางการแพทย์ ควรเลือกศูนย์ที่มีทีมแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ที่มีประสบการณ์ในการทำ ERA Test โดยเฉพาะ
- เทคโนโลยีทันสมัย ควรมีอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานสากล สำหรับการตรวจวินิจฉัยได้อย่างแม่นยำ
- อัตราความสำเร็จ ควรตรวจสอบอัตราความสำเร็จในการรักษาภาวะมีบุตรยากของสถานพยาบาลแห่งนั้น
- คุณภาพของห้องปฏิบัติการ ต้องได้มาตรฐาน เพื่อการวิเคราะห์ผลอย่างมีประสิทธิภาพ
- บริการน่าเชื่อถือ มีการให้คำปรึกษาอย่างละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนการรักษา ความเสี่ยง และทางเลือกต่าง ๆ เพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม พร้อมดูแลตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดกระบวนการ
ปรึกษาแนวทางการตรวจความพร้อมเยื่อบุโพรงมดลูกกับ VFC Center
ERA Test คือหนทางเพิ่มโอกาสการมีบุตร เข้ารับบริการได้ที่ VFC Center
สำหรับคู่รักที่กำลังเผชิญกับภาวะมีบุตรยาก สามารถเข้ามาปรึกษากับ VFC Center ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร (V-Fertility Center) ที่ให้บริการโดยสูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษา ตรวจวินิจฉัย และให้การรักษาภาวะมีบุตรยาก รวมถึงการตรวจความพร้อมเยื่อบุโพรงมดลูกด้วยกระบวนการ ERA Test เพื่อเตรียมความพร้อมสู่แผนการตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์แบบต่อไป ทั้งนี้ การใส่ตัวอ่อนตามคำแนะนำหลังจากการทำ ERA test ว่าเป็นระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่ได้เป็นแนวทางที่ช่วยการันตีว่า จะสามารถตั้งครรภ์ได้ 100% แต่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ตั้งครรภ์ได้สำเร็จมากขึ้น บทความโดย แพทย์หญิงวนากานต์ สิงหเสนา ติดต่อสอบถามหรือนัดหมายแพทย์ได้ที่ VFC ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร Hotline : 082-903-2035 Line Official :@vfccenter อ่านบทความสุขภาพ :https://v-ivf.com/article/คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ERA Test และการย้ายตัวอ่อน (FAQs)
ERA Test ต่างจากการประเมินเยื่อบุโพรงมดลูกทั่วไปอย่างไร ?
การตรวจทั่วไปจะเป็นการดูความหนาและลักษณะของเยื่อบุโพรงมดลูกผ่านภาพอัลตราซาวนด์ แต่กระบวนการ ERA Test เป็นการตรวจความพร้อมเยื่อบุโพรงมดลูก โดยวิเคราะห์ลึกลงไปถึงระดับยีน เพื่อหาช่วงเวลาที่เยื่อบุโพรงมดลูกเปิดรับการฝังตัวอ่อนอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึกที่แพทย์นำมาใช้ประกอบการวางแผนการรักษาในเคสที่ซับซ้อน
หากผล ERA Test บ่งบอกว่าร่างกายยังไม่พร้อม ควรทำอย่างไรต่อไป ?
หากผลออกมาเป็นระยะไม่พร้อม แพทย์จะทำการคำนวณและปรับระยะเวลาการให้ฮอร์โมน หรือกำหนดวันย้ายตัวอ่อนใหม่ให้ตรงกับช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับผู้เข้ารับบริการรายนั้น ๆ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาเรื่องระยะเวลา และช่วยหลีกเลี่ยงการย้ายตัวอ่อนในช่วงที่มดลูกยังไม่พร้อม
ERA Test จำเป็นสำหรับทุกคนที่ทำ ICSI หรือไม่ ?
ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน แต่แพทย์มักจะแนะนำให้ตรวจในเฉพาะกรณีที่เคยย้ายตัวอ่อนคุณภาพดีหลายครั้งแต่ยังไม่ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่ไม่มีสาเหตุชัดเจนของภาวะมีบุตรยาก สำหรับเคสทั่วไปที่เพิ่งเริ่มรักษาหรือยังไม่เคยย้ายตัวอ่อน อาจยังไม่จำเป็นต้องเข้ารับการตรวจในขั้นตอนแรก