การตรวจ PGT-M คืออะไร ?
PGT-M (Preimplantation Genetic Testing for Monogenic Disorders) คือเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยความผิดปกติทางพันธุกรรมในระดับตัวอ่อนก่อนการฝังตัว โดยมุ่งเน้นไปที่การตรวจหาโรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของยีนเดี่ยว (Single Gene Disorder) ซึ่งมักเป็นโรคที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูกน้อย ด้วยกระบวนการตรวจวิเคราะห์อย่างละเอียด 4 ขั้นตอนหลัก ดังนี้- เตรียมชุดตรวจ : นักพันธุศาสตร์จะนำเลือดของพ่อและแม่ ซึ่งอาจรวมถึงบุคคลในครอบครัว เช่น ปู่ย่าตายาย หรือบุตรคนก่อนหน้า มาศึกษารหัสพันธุกรรม เพื่อสร้างชุดตรวจต้นแบบหรือ Probe ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับแต่ละครอบครัว เพื่อใช้จับหาความผิดปกติ
- ขั้นตอนการทำเด็กหลอดแก้ว : เข้าสู่กระบวนการทำ ICSI โดยการปฏิสนธิไข่และอสุจิในห้องปฏิบัติการ แล้วเพาะเลี้ยงตัวอ่อนจนถึงระยะ Blastocyst (ตัวอ่อนอายุ 5-6 วัน) ซึ่งเป็นระยะที่เหมาะสมที่สุดในการตรวจ
- ดึงเซลล์ (Biopsy) : นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน จะดึงเซลล์ในส่วนที่จะกลายไปเป็นรก (Trophectoderm) จำนวนเล็กน้อย (5-10 เซลล์) ออกมา โดยไม่กระทบต่อเซลล์ที่จะเจริญไปเป็นทารก ทำให้ตัวอ่อนยังคงปลอดภัยและมีศักยภาพในการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่
- วิเคราะห์ผลและคัดเลือกตัวอ่อน : นำเซลล์ที่ดึงมาเข้าสู่กระบวนการคัดกรองเพื่อแยกแยะตัวอ่อนออกเป็น 3 กลุ่ม คือตัวอ่อนปกติ ตัวอ่อนที่เป็นพาหะ และตัวอ่อนที่เป็นโรค เพื่อให้แพทย์สามารถเลือกตัวอ่อนที่สุขภาพดีและปลอดโรค ย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก
การตรวจ PGT-M ช่วยได้อย่างไร ?
แทนที่จะรอตรวจวินิจฉัยตอนตั้งครรภ์ที่อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ยากลำบาก หากพบความผิดปกติ การตรวจ PGT-M คือตัวช่วยที่จะทำให้ได้ทราบถึงสถานะทางพันธุกรรมของตัวอ่อนก่อนการตั้งครรภ์ เพื่อให้แพทย์สามารถเลือกตัวอ่อนที่แข็งแรงสมบูรณ์แล้วย้ายกลับสู่ครรภ์มารดา ทั้งยังเป็นการตัดวงจรการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมในครอบครัวอีกด้วยนัดหมายปรึกษาการตรวจคุณภาพตัวอ่อน เพื่อลดความเสี่ยงโรคทางพันธุกรรมได้ที่นี่
โรคพันธุกรรมที่มักพบได้บ่อย
ในปัจจุบันเทคโนโลยีการตรวจ PGT-M สามารถช่วยคัดกรองโรคทางพันธุกรรมในระดับยีนได้เกือบทุกโรค เพื่อยกระดับคุณภาพตัวอ่อนให้ดีที่สุดก่อนการฝังตัว โดยตัวอย่างโรคที่พบบ่อยและมีความเสี่ยงสูงในครอบครัว ได้แก่1. โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย (Thalassemia)
พบบ่อยที่สุดในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาการมีความรุนแรงหลายระดับ โดยในกลุ่มอาการปานกลาง ร่างกายจะดูซีดเซียว อ่อนเพลียง่าย เจริญเติบโตช้ากว่าปกติ เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนเมื่ออายุมากขึ้น ส่วนในกลุ่มอาการรุนแรง ทารกอาจมีภาวะบวมน้ำตั้งแต่อยู่ในครรภ์และมักเสียชีวิตในครรภ์หรือหลังคลอดหรืออีกกลุ่มที่เมื่อแรกเกิดอาจจะยังไม่มีอาการ แต่อาการจะเห็นชัดเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี โดยจะมีอาการซีดอย่างรุนแรง ตาเหลือง ผิวคล้ำ ตับโตม้ามโต โครงสร้างใบหน้าเปลี่ยน ต้องรับเลือดเป็นประจำตลอดชีวิต2. โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (SMA - Spinal Muscular Atrophy)
โรคร้ายแรงที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวและการหายใจของทารก ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของยีนที่ควบคุมการทำงานของเซลล์ประสาทสั่งการในไขสันหลัง โดยในเด็กที่มีอาการรุนแรง (Type 1) มักจะเริ่มแสดงอาการภายใน 6 เดือนแรกหลังคลอด และอาจเสียชีวิตจากภาวะหายใจล้มเหลวก่อนอายุ 2 ปี การตรวจ PGT-M จึงสำคัญมากสำหรับครอบครัวที่มีประวัตินี้3. โรคเลือดออกง่าย ฮีโมฟีเลีย (Hemophilia)
โรคนี้เป็นโรคที่ทำให้เด็กมีความผิดปกติที่ทำให้เลือดไม่สามารถแข็งตัวได้ตามปกติ มักถ่ายทอดจากแม่ที่เป็นพาหะไปยังลูกชาย โดยเมื่อเกิดบาดแผล เลือดจะไหลนานกว่าคนปกติ หรืออาจมีอาการเลือดออกภายในข้อต่อและกล้ามเนื้อโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน ทำให้เกิดอาการปวด บวมแดง และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมอาจส่งผลให้ข้อพิการ หรือเป็นอันตรายถึงชีวิตหากเลือดออกในอวัยวะสำคัญ4. โรคกล้ามเนื้อลีบดูเชน (Duchenne Muscular Dystrophy)
เกิดจากความผิดปกติของยีนบนโครโมโซม X ที่ส่งผลต่อการสร้างโปรตีนในกล้ามเนื้อ ซึ่งมักพบในเด็กผู้ชาย โดยเริ่มแสดงอาการอย่างการเดินแล้วล้มบ่อย ๆ เดินเขย่ง หรือลุกนั่งลำบากในช่วงอายุ 3-5 ปี จากนั้นกล้ามเนื้อจะค่อย ๆ ลีบและอ่อนแรงลงจนไม่สามารถเดินได้ และมักเสียชีวิตในช่วงวัยรุ่น หรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้นเนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจล้มเหลว5. โรคถุงน้ำในไต (Polycystic Kidney Disease)
โรคที่เกิดจากถุงน้ำจำนวนมากเจริญเติบโตภายในไต โดยถุงน้ำจะเบียดบังเนื้อไตปกติ ทำให้ไตมีขนาดใหญ่ขึ้นและสูญเสียหน้าที่ไปเรื่อย ๆ นำไปสู่ภาวะความดันโลหิตสูง ปวดหลังเรื้อรัง นิ่วในไต และสุดท้ายคือภาวะไตวายเรื้อรังที่ต้องฟอกไต หรือปลูกถ่ายไตใหม่6. โรคท้าวแสนปม (Neurofibromatosis)
ความผิดปกติที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อประสาท โดยจะพบตุ่มเนื้องอกตามผิวหนัง มีปานสีกาแฟนมตามร่างกาย ซึ่งนอกจากความผิดปกติทางผิวหนังแล้ว ยังอาจส่งผลต่อกระดูก การเรียนรู้ และในบางรายเนื้องอกอาจพัฒนากลายเป็นมะเร็ง หรือกดทับเส้นประสาทสำคัญได้7. มะเร็งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม
การตรวจยีนเหล่านี้ไม่ใช่การตรวจหาตัวมะเร็ง แต่เป็นการตรวจหาความเสี่ยงที่ส่งต่อได้ เช่น ยีน BRCA1 หรือ BRCA2 ที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมและรังไข่ หากตัวอ่อนมียีน BRCA1 หรือ BRCA2 ที่กลายพันธุ์ จะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ในอนาคต
เหตุผลที่พ่อแม่ควรให้ความสำคัญกับการตรวจ PGT-M
การตรวจ PGT-M ไม่ใช่เพียงแค่ขั้นตอนทางการแพทย์ แต่คือการลงทุนเพื่ออนาคตของลูกน้อย โดยมีเหตุผลสำคัญดังนี้- ลดความเสี่ยงที่ลูกจะป่วยรุนแรง : ป้องกันการเกิดโรคที่อาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิต หรือทำให้อายุขัยสั้นลง
- สร้างความสบายใจ : ลดความกังวลตลอด 9 เดือนของการตั้งครรภ์ เพิ่มความมั่นใจว่าลูกน้อยจะเติบโตอย่างแข็งแรง
- ลดภาระทางกายและใจ : หลีกเลี่ยงความเจ็บปวดจากการต้องยุติการตั้งครรภ์ หากตรวจพบความผิดปกติภายหลัง
- เพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์ : การย้ายตัวอ่อนที่ผ่านการคัดเลือกสุขภาพมาอย่างดี ช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์และลดอัตราการแท้งจากตัวอ่อนผิดปกติ
ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์เพื่อวางแผนตรวจ PGT-M
ใครบ้างที่ควรเข้ารับการตรวจ PGT-M ?
การตรวจพันธุกรรมของตัวอ่อนเหมาะสำหรับคู่สมรสที่ต้องการลดความเสี่ยงในการส่งต่อโรคพันธุกรรมและวางแผนตั้งครรภ์อย่างรัดกุมที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่ม- คู่สมรสที่ผ่านการตรวจพาหะพันธุกรรมแล้วพบว่าเป็นพาหะของโรคทางพันธุกรรมชนิดเดียวกัน เช่น ตรวจเลือดก่อนแต่งงานแล้วพบว่าเป็นพาหะธาลัสซีเมียทั้งคู่
- คู่สมรสที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคทางพันธุกรรม
- คู่สมรสที่เคยมีบุตรป่วย หรือเสียชีวิตจากโรคทางพันธุกรรมมาก่อน
- ผู้ป่วยที่มีโรคพันธุกรรมชนิดยีนเด่น (Dominant) และต้องการป้องกันไม่ให้ส่งต่อไปยังรุ่นลูก
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจ PGT-M (FAQs)
การดึงเซลล์ตัวอ่อนเพื่อไปตรวจ PGT-M จะส่งผลต่อทารกหรือไม่ ?
ไม่ส่งผล เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์จะดึงเซลล์เฉพาะส่วนที่จะเจริญไปเป็นรก (Trophectoderm) เพียง 5-10 เซลล์เท่านั้น โดยไม่แตะต้องส่วนที่จะเจริญไปเป็นตัวทารก ตัวอ่อนจึงยังคงมีศักยภาพในการเติบโตตามปกติ
หากพ่อแม่ไม่ได้ป่วยเป็นโรค แต่เป็นแค่พาหะ จำเป็นต้องตรวจ PGT-M ไหม ?
จำเป็นอย่างยิ่ง หากพ่อและแม่เป็นพาหะของโรคเดียวกัน เช่น ธาลัสซีเมีย ลูกมีโอกาสถึง 25% ที่จะแสดงอาการของโรครุนแรง การตรวจ PGT-M จะช่วยคัดเลือกตัวอ่อนที่เป็นปกติ หรือเป็นเพียงพาหะ เพื่อตัดวงจรโรคไม่ให้ส่งผลต่อสุขภาพลูกในอนาคต
หากเคยมีลูกป่วยเป็นโรคพันธุกรรมไปแล้ว การตรวจ PGT-M ในครรภ์ถัดไปจะช่วยได้จริงหรือไม่ ?
ช่วยได้ เพราะการตรวจ PGT-M จะใช้ข้อมูลทางพันธุกรรมจากบุตรคนก่อนหน้ามาเป็นฐานในการสร้างชุดตรวจ เพื่อหาจุดบกพร่องที่ตรงจุดที่สุด ช่วยเพิ่มความมั่นใจว่าลูกในครรภ์ถัดไปจะไม่เผชิญกับโรคเดิม และเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่ต้นเหตุ