กลูเตนคืออะไร?
กลูเตนเป็นโปรตีนที่พบในธัญพืชหลายชนิด โดยเฉพาะข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ และข้าวไรย์ โปรตีนชนิดนี้ทำหน้าที่ช่วยให้แป้งมีความยืดหยุ่นและเหนียวหนึบ จึงทำให้ขนมปังและผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ต่าง ๆ มีเนื้อสัมผัสที่นิ่มและอร่อย กลูเตนประกอบไปด้วยโปรตีนสองชนิดหลัก คือ กลูเทนิน (Glutenin) และกลาอิดิน (Gliadin) ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาการแพ้ในผู้ที่มีความไวต่อกลูเตนอาหารที่มีกลูเตน
ในชีวิตประจำวัน เราสามารถพบกลูเตนในอาหารหลายประเภท เช่น ขนมปังทุกชนิด พาสต้า เส้นใหญ่ เส้นหมี่ ข้าวโอ๊ตบางชนิด ขนมเบเกอรี่ เค้ก คุกกี้ เบียร์ ซอสถั่วเหลือง ซอสปรุงรสต่าง ๆ รวมถึงอาหารแปรรูปจำนวนมากที่มีการเติมแป้งสาลีเป็นส่วนประกอบ นอกจากนี้ ยังอาจมีในผลิตภัณฑ์อย่าง ลูกอมบางชนิด หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอาการแพ้กลูเตนและโรคเซลิแอค
ความแตกต่างระหว่างอาการแพ้กลูเตนกับโรคเซลิแอค
โรคเซลิแอค (Celiac Disease) เป็นโรคระบบภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างแอนติบอดีต่อต้านกลูเตน ทำให้เกิดการอักเสบและการทำลายเยื่อบุผนังลำไส้เล็ก ส่งผลให้การดูดซึมสารอาหารผิดปกติ ในขณะที่ความไวต่อกลูเตนที่ไม่ใช่โรคเซลิแอค (Non-Celiac Gluten Sensitivity) แต่อาการที่เกิดขึ้นจะคล้ายคลึงกัน แต่ไม่มีการทำลายเยื่อบุลำไส้ และไม่พบแอนติบอดีในเลือดอาการที่ควรสังเกต
อาการแพ้กลูเตนมีความหลากหลาย ตั้งแต่อาการในระบบย่อยอาหาร เช่น ท้องอืด ปวดท้อง ท้องเสีย ท้องผูก คลื่นไส้ อาเจียน ไปจนถึงอาการนอกระบบย่อยอาหาร เช่น ผื่นคัน อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดข้อ โลหิตจาง ความผิดปกติของระบบประสาท รวมถึงความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์อาการแฝงและการวินิจฉัย
ในบางรายอาจไม่มีอาการชัดเจน หรือมีอาการเบา ๆ ที่หลายคนมักมองข้ามไป แต่อาการอักเสบเรื้อรังในร่างกายจะยังคงดำเนินต่อไป และมักส่งผลต่อสุขภาพระยะยาว รวมถึงอาจไปกระทบต่อการทำงานของระบบสืบพันธุ์ ทำให้เป็นสาเหตุของภาวะมีบุตรยากโดยที่ไม่รู้ตัวกลไกที่กลูเตนส่งผลต่อภาวะมีบุตรยาก
การอักเสบและการดูดซึมสารอาหารผิดปกติ
เมื่อผู้ที่แพ้กลูเตนรับประทานอาหารที่มีกลูเตน ร่างกายจะเกิดการอักเสบในลำไส้ ทำให้เยื่อบุผนังลำไส้เสียหาย และส่งผลให้การดูดซึมสารอาหารที่จำเป็นต่อระบบสืบพันธุ์ผิดปกติ เช่น กรดโฟลิก วิตามินบี 12 เหล็ก แคลเซียม วิตามินดี และสังกะสี ซึ่งเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญต่อการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ การตั้งครรภ์ และการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ผลกระทบต่อฮอร์โมนและการตั้งครรภ์
การอักเสบเรื้อรังจากการแพ้กลูเตนอาจส่งผลต่อการสร้างและการทำงานของฮอร์โมนสืบพันธุ์ เช่น ฮอร์โมนเอสโตรเจน โปรเจสเตอโรน และฮอร์โมน LH และ FSH ทำให้เกิดความผิดปกติของรอบประจำเดือน การไม่ตกไข่ หรือรังไข่ไม่สมบูรณ์ นอกจากนี้ การอักเสบยังอาจเพิ่มความเสี่ยงของการแท้งซ้ำซาก การคลอดก่อนกำหนด และความผิดปกติของรกในสตรีที่มีปัญหาการแพ้กลูเตนแนวทางการวินิจฉัยและดูแลตนเอง
ใครบ้างที่ควรสงสัยว่าตนเองแพ้กลูเตน?
- ผู้ที่มีอาการทางเดินอาหารเรื้อรัง
- ผู้ที่มีประวัติการแท้งซ้ำ
- ผู้ที่มีบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ผู้ที่มีโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องอื่น ๆ เช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 1 หรือโรคไทรอยด์
- ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคเซลิแอค
- ผู้ที่มีอาการโลหิตจางหรือขาดสารอาหารโดยไม่ทราบสาเหตุ
วิธีการตรวจวินิจฉัย
การตรวจวินิจฉัยสำหรับผู้ที่แพ้กลูเตน เริ่มต้นจากการตรวจเลือดเพื่อหาแอนติบอดีที่เฉพาะเจาะจง เช่น Anti-TTG และ Anti-Endomysial Antibodies หากผลการตรวจเลือดผิดปกติ อาจต้องทำการส่องกล้องตรวจลำไส้เล็กเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุผนังลำไส้ สำหรับผู้ที่สงสัยว่าตนเองมีความไวต่อกลูเตนที่ไม่ใช่โรคเซลิแอค ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการหรือแพทย์ เพื่อหาแนวทางในการดูแลตนเองต่อไปการดูแลสุขภาพเมื่อแพ้กลูเตน
เมื่อได้รับการวินิจฉัยแล้ว การรักษาที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลูเตนอย่างเข้มงวด หากสามารถทำได้อย่างเคร่งครัดจะช่วยให้เยื่อบุผนังลำไส้หายเป็นปกติ การดูดซึมสารอาหารดีขึ้น และอาการต่าง ๆ ลดลง ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพระบบสืบพันธุ์ในระยะยาว
อาหารกลูเตนฟรี: ทางเลือกเพื่อสุขภาพการมีบุตร
- กลูเตนฟรีห้ามกินอะไร ? : ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ข้าวไรย์ และผลิตภัณฑ์จากธัญพืช
- กลูเตนฟรีกินอะไรได้บ้าง ? : ข้าวสาร ข้าวโพด ข้าวโอ๊ตที่ปลอดกลูเตน ข้าวฟ่าง ข้าวเหนียวดำ คีนัว เมล็ดเชีย และถั่วทุกชนิด รวมถึงผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ไข่ นม และผลิตภัณฑ์จากนมที่ไม่มีการเติมส่วนผสมที่มีกลูเตน