อุ้มบุญ คืออะไร ?
การอุ้มบุญ (Surrogacy) คือการที่ผู้หญิงคนหนึ่งตั้งครรภ์แทนผู้ว่าจ้าง มักเกิดจากปัญหาการมีบุตรยากของคู่สมรส เช่น มดลูกผิดปกติหรือไม่มีมดลูก ภาวะแท้งซ้ำซาก หรือโรคทางพันธุกรรมบางชนิดที่อาจส่งผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ การอุ้มบุญแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักดังนี้อุ้มบุญแท้ (Full Surrogacy หรือ Traditional Surrogacy)
ในกรณีอุ้มบุญแท้ ผู้ที่ตั้งครรภ์แทน จะใช้เซลล์ไข่ของตนเองผสมกับอสุจิของผู้ว่าจ้าง ทำให้ผู้ตั้งครรภ์แทนมีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมกับเด็กที่เกิดมา ตามหลักกฎหมาย ผู้หญิงที่ให้ไข่ถือเป็นมารดาตามกำเนิด ดังนั้นการอุ้มบุญประเภทนี้จะต้องดำเนินการด้วยความยินยอมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัดอุ้มบุญเทียม (Partial Surrogacy หรือ Gestational Carrier)
ในกรณีอุ้มบุญเทียม ผู้ตั้งครรภ์แทน จะไม่ใช้เซลล์ไข่ของตนเอง แต่จะใช้ไข่และอสุจิของผู้ว่าจ้าง ผสมกันภายนอกร่างกายด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ เช่น การทำ IVF หรือ ICSI จากนั้นจึงนำตัวอ่อนไปฝังในมดลูกของผู้ตั้งครรภ์แทน ทำให้เด็กที่เกิดมามีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมกับผู้ว่าจ้างทั้งสองคน แต่ไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมกับแม่ผู้อุ้มบุญ การอุ้มบุญประเภทนี้เป็นรูปแบบที่กฎหมายไทยอนุญาตให้ทำได้ โดยมีเงื่อนไขและข้อจำกัดที่ชัดเจน การเลือกประเภทการอุ้มบุญควรพิจารณาความเหมาะสมทางการแพทย์และความต้องการของผู้ว่าจ้าง พร้อมทั้งปฏิบัติตามกฎหมายอุ้มบุญฉบับล่าสุด เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางสิทธิ์ในอนาคตเงื่อนไขกฎหมายอุ้มบุญฉบับล่าสุด (พ.ร.บ. 2558)
พระราชบัญญัติอุ้มบุญ พ.ศ. 2558 เป็นกฎหมายหลักที่ควบคุมการอุ้มบุญในประเทศไทย มีสาระสำคัญที่มุ่งเน้นการคุ้มครองสิทธิของเด็กและป้องกันการค้ามนุษย์ โดยกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวดสำหรับการดำเนินการอุ้มบุญไว้ดังนี้- การอุ้มบุญสามารถทำได้เฉพาะคู่สมรสไทยหรือคู่สมรสที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นต่างชาติเท่านั้น
- ผู้ว่าจ้างต้องมีเหตุผลทางการแพทย์ที่ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้เอง
- การอุ้มบุญเพื่อผลประโยชน์ทางการเงินเชิงพาณิชย์ถือว่าผิดกฎหมาย
- แม่อุ้มบุญต้องได้รับความยินยอมเต็มใจและผ่านการตรวจสุขภาพ
การเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในร่างกฎหมายใหม่ (ฉบับปรับปรุง)
ปัจจุบันกำลังมีการพิจารณาปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ. อุ้มบุญ 2558 เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางสังคมที่เปลี่ยนไป และแก้ไขข้อจำกัดบางประการที่อาจเป็นอุปสรรคต่อคู่สมรสที่ต้องการมีบุตร เช่น- การขยายสิทธิให้คู่รักเพศเดียวกัน : ร่างกฎหมายใหม่มีแนวโน้มที่จะเปิดโอกาสให้คู่รักเพศเดียวกันที่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย สามารถขออนุญาตทำการอุ้มบุญได้ เพื่อแสดงถึงการยอมรับสิทธิในการสร้างครอบครัวที่หลากหลายมากขึ้น
- การเพิ่มทางเลือกความสัมพันธ์ของผู้ตั้งครรภ์แทน : อาจมีการพิจารณาผ่อนคลายเงื่อนไขเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางสายโลหิตของผู้ตั้งครรภ์แทน เพื่อให้สามารถใช้บริการจากผู้หญิงที่ไม่ใช่ญาติได้ แต่ยังคงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลและมาตรการป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์อย่างเข้มงวด
คุณสมบัติของผู้ที่สามารถขออนุญาตใช้การอุ้มบุญได้ตามกฎหมาย
จะต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้มั่นใจว่าการอุ้มบุญดำเนินไปอย่างถูกต้องและปลอดภัย ดังนี้- การจดทะเบียนสมรส : ผู้ว่าจ้างต้องเป็นคู่สามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายไทย หรือหากเป็นคู่สมรสที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นต่างชาติ ต้องจดทะเบียนสมรสมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี
- คุณสมบัติทางการแพทย์ : คู่สมรสฝ่ายภรรยาต้องมีปัญหาเรื่องการตั้งครรภ์ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เช่น ไม่มีมดลูก มดลูกผิดปกติ หรือมีภาวะทางการแพทย์อื่นที่ทำให้ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ หรือหากเกิดการตั้งครรภ์อาจทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพของทั้งตนเองหรือทารกในครรภ์
- อายุตามเกณฑ์ : คู่สมรสทั้งชายและหญิงต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี และต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญว่ามีความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจในการดูแลบุตร
คุณสมบัติของผู้ที่ตั้งครรภ์แทน
ผู้ที่ประสงค์จะตั้งครรภ์แทนผู้อื่นต้องมีคุณสมบัติตามกฎหมาย เพื่อให้มั่นใจว่ามีความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงเข้าใจบทบาทของตนเองอย่างชัดเจน- ความสัมพันธ์ทางสายโลหิต : ผู้ตั้งครรภ์แทนต้องเป็นญาติสืบสายโลหิตกับคู่สมรสของผู้ว่าจ้าง และเป็นหญิงที่จดทะเบียนสมรสแล้วและมีบุตรของตนเอง เว้นแต่กรณีมีเหตุผลทางการแพทย์ หรือเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับฝ่ายภรรยาเท่านั้น
- การให้ความยินยอม : ผู้ตั้งครรภ์แทนต้องให้ความยินยอมด้วยความสมัครใจเป็นลายลักษณ์อักษร และสามีของผู้ตั้งครรภ์แทนต้องให้ความยินยอมเช่นกัน
- อายุและสุขภาพ : ผู้ตั้งครรภ์แทนต้องมีอายุ 20-40 ปี และได้รับการตรวจสุขภาพโดยละเอียดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้มั่นใจว่ามีความพร้อมทางร่างกายสำหรับการตั้งครรภ์ รวมถึงไม่มีประวัติอาชญากรรมหรือประวัติการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์มาก่อน
ขั้นตอนการอุ้มบุญตามกฎหมาย
การอุ้มบุญตามกฎหมายมีขั้นตอนที่ชัดเจนและเป็นระบบ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างถูกต้องและปลอดภัยสำหรับทุกฝ่าย- ปรึกษาแพทย์และคลินิกที่ได้รับอนุญาต : คู่สมรสและผู้ตั้งครรภ์แทนต้องเข้าปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุขในการให้บริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
- ตรวจสุขภาพแม่อุ้มบุญและผู้ว่าจ้าง : ทั้งสามฝ่าย (คู่สมรสทั้งฝ่ายหญิง ฝ่ายชาย และผู้อุ้มบุญแทน) จะต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพอย่างละเอียด รวมถึงการตรวจคัดกรองโรคทางพันธุกรรม โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการประเมินสภาพจิตใจ เพื่อให้แน่ใจว่ามีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ
- ขั้นตอน IVF/ICSI และการโอนตัวอ่อน : หลังจากที่ได้รับอนุญาตจาก กคท. แล้ว แพทย์จะเริ่มกระบวนการผสมเทียมไข่และอสุจิของผู้ว่าจ้างภายนอกร่างกาย และนำตัวอ่อนที่สมบูรณ์ไปฝังในมดลูกของผู้ตั้งครรภ์แทน
- การติดตามการตั้งครรภ์และการคลอด : ผู้ตั้งครรภ์แทนจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์ จนกระทั่งถึงกำหนดคลอด และเมื่อเด็กคลอดออกมาแล้ว ผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้รับเลี้ยงดูและรับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
ขั้นตอนการขออนุญาตใช้การตั้งครรภ์แทน
คู่สมรสจะต้องยื่นคำขออนุญาตใช้การตั้งครรภ์แทนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ (กคท.) โดยมีเอกสารประกอบดังนี้- คำขอใช้บริการการตั้งครรภ์แทน พร้อมเอกสารแสดงความยินยอมจากทุกฝ่าย
- เอกสารแสดงสถานะการสมรส และหลักฐานความสัมพันธ์ทางสายโลหิตระหว่างผู้ว่าจ้างและผู้ตั้งครรภ์แทน
- ใบรับรองแพทย์ ที่ระบุว่าฝ่ายภรรยามีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่ทำให้ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้
- ผลการตรวจสุขภาพ และการประเมินสภาพจิตใจของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง