สารก่อกวนฮอร์โมน (Endocrine Disruptors) คืออะไร?
สารก่อกวนฮอร์โมน หรือ Endocrine Disruptors คือ สารเคมีที่สามารถแทรกแซงการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine System) ในร่างกายมนุษย์และสัตว์ ซึ่งระบบต่อมไร้ท่อมีหน้าที่ในการผลิตฮอร์โมนที่ควบคุมการทำงานของกระบวนการสำคัญต่าง ๆ เช่น การเจริญเติบโต การเผาผลาญอาหาร ระบบสืบพันธุ์ และพฤติกรรมของร่างกาย จึงเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเกิดภาวะมีบุตรยากทั้งในเพศชายและเพศหญิง ตลอดจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั่วไปได้ในระยะยาวการทำงานของสารก่อกวนฮอร์โมน
สารเหล่านี้ทำงานโดยการจับกับตัวรับฮอร์โมน (Hormone Receptors) ทำให้เกิดผลกระทบในร่างกายของผู้ที่ได้รับสาร รวมทั้งอาจส่งผลต่อการสืบทอดในรุ่นถัดไป โดยสารกลุ่มนี้อาจเลียนแบบฮอร์โมนตามธรรมชาติ ส่งผลให้เกิดสัญญาณผิดปกติในร่างกายได้ บางกรณี สารก่อกวนอาจยับยั้งการออกฤทธิ์ของฮอร์โมน ทำให้ร่างกายไม่สามารถตอบสนองต่อฮอร์โมนได้ตามปกติ นอกจากนี้ สารบางชนิดยังจะไปรบกวนกระบวนการสังเคราะห์หรือสลายฮอร์โมน ส่งผลให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายผิดปกติอีกด้วย ผลกระทบจากสารก่อกวนฮอร์โมนส่งผลต่อหลายระบบในร่างกาย โดยเฉพาะในระบบสืบพันธุ์ การเจริญเติบโต ระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน และการเผาผลาญ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณ ระยะเวลาที่ได้รับสาร รวมทั้งช่วงวัยที่สัมผัสสาร จึงควรทำความเข้าใจและหลีกเลี่ยงเพื่อลดการเกิดความผิดปกติในร่างกาย
สารก่อกวนฮอร์โมนที่ส่งผลให้เกิดภาวะมีบุตรยาก
อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าสารก่อกวนฮอร์โมนไม่ได้ส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์เท่านั้น แต่ยังเป็นอันตรายต่อการเจริญเติบโตทั้งในระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน และระบบเผาผลาญด้วย อีกทั้งสารที่มีฤทธิ์รบกวนระบบสืบพันธุ์ยังจะส่งผลทำให้มีบุตรยากได้ โดยเฉพาะสารเหล่านี้1. Xenoestrogen
สารเคมีสังเคราะห์ที่เลียนแบบฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายมนุษย์ สามารถจับกับตัวรับฮอร์โมนในร่างกายและกระทบกับสมดุลฮอร์โมน พบในพลาสติกบางชนิด เครื่องสำอาง สีทาบ้าน ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และยาฆ่าแมลง ทำให้มีบุตรยากได้ทั้งเพศชายและเพศหญิง เนื่องจากจะไปส่งผลให้คุณภาพไข่และสเปิร์มลดลง เพิ่มความเสี่ยงการเกิดภาวะไข่ไม่ตก โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ซีสต์ในรังไข่ และมะเร็งบางชนิด2. ยาฆ่าแมลงและยาฆ่าวัชพืช
สารเคมีที่พบเห็นบ่อยในการทำเกษตรกรรม เช่น Organochlorines, Organophosphates, Pyrethroids และ Glyphosate นอกจากจะได้รับโดยการสัมผัสโดยตรงแล้ว ยังสามารถตกค้างในผัก ผลไม้ น้ำ และอากาศในบริเวณใกล้เคียงได้ มีคุณสมบัติรบกวนการทำงานของฮอร์โมนควบคุมการตกไข่และผลิตเซลล์สืบพันธุ์ ส่งผลให้คุณภาพและปริมาณสเปิร์มลดลง รวมทั้งทำให้ไข่ตกผิดปกติ ไข่มีคุณภาพต่ำ มีบุตรยาก และเกิดภาวะแท้งได้3. พาทาเลตส์ (Phthalates)
พบมากในกระบวนการผลิตพลาสติกที่ต้องการความยืดหยุ่น เช่น PVC บรรจุภัณฑ์อาหาร ของเล่นเด็ก และผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายบางชนิด มีฤทธิ์รบกวนการสร้างและหลั่งฮอร์โมนเพศ ทั้งเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ส่งผลกระทบต่อคุณภาพไข่และสเปิร์ม มีผลต่อการตกไข่ การพัฒนาของเยื่อบุโพรงมดลูก กล่าวคือ ยิ่งสัมผัสสารพาทาเลตส์มาก ก็จะยิ่งเสี่ยงต่อภาวะมีบุตรยากและแท้งได้ง่ายขึ้น4. โลหะหนัก
- แคดเมียม พบในบุหรี่ อาหารทะเล ข้าว พืชผักบางชนิด การทำเหมือง โรงงานอุตสาหกรรม ทำให้รอบเดือนและการตกไข่ผิดปกติ และรบกวนการฝังตัวของตัวอ่อน
- ตะกั่ว มักปนเปื้อนอยู่ในน้ำดื่ม หากผู้หญิงได้รับสารตะกั่วในปริมาณมาก จะลดคุณภาพและจำนวนไข่ ทำให้ความสำเร็จในการตั้งครรภ์ลดลง
- สารหนู อยู่ในน้ำดื่ม พืชผัก และอาหารทะเล ทำให้ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนลดลง และขัดขวางการเจริญเติบโตและคุณภาพไข่ จึงตั้งครรภ์ได้ยากขึ้น
5. สารเคมีในพลาสติกชนิดต่าง ๆ (Dioxins)
เกิดจากกระบวนการเผาไหม้ การผลิตสารเคมีอุตสาหกรรม และพลาสติกบางชนิด สะสมในร่างกายได้เป็นเวลานาน มีคุณสมบัติลดคุณภาพเซลล์สืบพันธุ์ในเพศชาย รบกวนการทำงานของรังไข่ ไข่จึงมีจำนวนลดลง ทำให้ตัวอ่อนฝังตัวได้ยากขึ้น
สารก่อกวนฮอร์โมนที่ส่งผลกระทบระหว่างการตั้งครรภ์
นอกเหนือจากจะส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์และทำให้เกิดภาวะมีบุตรยากทั้งในเพศชายและเพศหญิงแล้ว สารก่อกวนบางชนิดยังเป็นอันตรายสำหรับหญิงตั้งครรภ์ด้วย ซึ่งสารเคมีที่หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงเพื่อลดความเสี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์ ได้แก่1. Diethylstilbestrol (DES)
ฮอร์โมนสังเคราะห์ที่เคยใช้เพื่อป้องกันการแท้งบุตร แต่ภายหลังพบว่าส่งผลต่อหญิงตั้งครรภ์และทารกหลายประการ จึงถูกยกเลิกไป ด้วยผลกระทบ ดังนี้- เพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็งช่องคลอดและมะเร็งปากมดลูกในทารกเพศหญิง
- ทำให้โครงสร้างอวัยวะสืบพันธุ์ของทารกเพศหญิงผิดปกติ เช่น ช่องคลอดสั้น มดลูกผิดปกติ
- เพิ่มความเสี่ยงภาวะแท้ง คลอดก่อนกำหนด และทารกเสียชีวิตในครรภ์