ไข่บริจาคจากผู้เป็นพาหะใช้ทำ ICSI ได้ไหม ?
เงื่อนไขการรับไข่บริจาคจากผู้มีภาวะพาหะว่าจะใช้ได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับ "ชนิดของโรค" และ "การจับคู่ความเสี่ยง" เป็นหลัก ไม่ได้ตัดสินจากคำว่าเป็นพาหะเพียงอย่างเดียว โดยแนวคิดที่ศูนย์รักษาภาวะมีบุตรยากมักยึดถือก็คือ ความเสี่ยงที่ทารกจะเป็นโรคทางพันธุกรรมจะต้องอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ตามสถิติทางการแพทย์ โดยจะต้องผ่านการตรวจคัดกรองและวินิจฉัยจากแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ก่อนเสมอความแตกต่างระหว่างผู้ที่เป็นพาหะกับผู้ที่เป็นโรคทางพันธุกรรม
- เป็นพาหะ (Carrier) คือมียีนผิดปกติหนึ่งชุด โดยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ แต่สามารถส่งต่อยีนผ่านพันธุกรรมได้
- เป็นโรค (Affected) คือมีรูปแบบยีนที่ทำให้เกิดโรคจริง เช่น ได้ยีนผิดปกติสองชุดในโรคแบบ Autosomal Recessive หรือได้ยีนผิดปกติที่แสดงอาการของโรคบางชนิด
รับคำแนะนำก่อนวางแผนทำ ICSI ด้วยการใช้ไข่บริจาคที่ VFC Center
ความสำคัญของพาหะโรคพันธุกรรมในการรับบริจาคไข่
การรับบริจาคไข่เป็นการนำเซลล์สืบพันธุ์มาใช้เพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์ เงื่อนไขการรับไข่บริจาคจากผู้มีภาวะพาหะจึงต้องคำนึงถึงความปลอดภัย 2 ด้านพร้อมกัน ได้แก่- ความปลอดภัยของผู้รับการรักษา เช่น ความเสี่ยงติดเชื้อ การเกิดภาวะแทรกซ้อน
- ความปลอดภัยและความเสี่ยงต่อสุขภาพของเด็กที่จะเกิดมา รวมถึงความเสี่ยงเป็นโรคทางพันธุกรรมเช่นเดียวกับผู้บริจาค
แนวทางการประเมินความเสี่ยงสุขภาพทารก
การประเมินความเสี่ยงทารกเมื่อตั้งครรภ์ด้วยไข่จากพาหะ ต้องเริ่มจากชนิดการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรม เพราะคำว่าพาหะมีหลายรูปแบบที่ต้องพิจารณา ได้แก่- Autosomal Recessive : หรือโรคที่เกิดจากยีนด้อยเป็นหลัก เช่น ธาลัสซีเมีย โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว และโรคซิสติกไฟโบรซิส ซึ่งอัตราความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเมื่อทั้งไข่และอสุจิมีพาหะโรคเดียวกัน
- X-linked : โรคที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมเพศ ความเสี่ยงนี้จะขึ้นอยู่กับเพศของทารกและชนิดยีน เช่น โรคตาบอดสี โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิดดูเชน โรคไคลน์เฟลเตอร์ซินโดรม โรคฮีโมฟีเลีย
รู้ก่อนตัดสินใจ ความเสี่ยงที่อาจเกิดกับทารกเมื่อตั้งครรภ์ด้วยไข่ที่เป็นพาหะ
ว่าที่คุณพ่อคุณแม่มักเป็นกังวลว่า “การตั้งครรภ์ด้วยไข่ที่เป็นพาหะจะทำให้ลูกเป็นโรคได้เลยหรือไม่” ซึ่งคำตอบคือ ไม่เป็นแบบนั้นเสมอไป เนื่องจากขั้นตอนการรักษาสามารถป้องกันได้หากจับคู่ความเสี่ยงได้อย่างถูกต้องกรณีที่ฝ่ายชายหรือผู้บริจาคอสุจิไม่เป็นพาหะโรคเดียวกันกับไข่
หากไข่เป็นพาหะ แต่ฝ่ายชายไม่เป็นพาหะโรคเดียวกัน โอกาสที่ทารกจะเป็นโรคจะต่ำมาก เพราะลูกต้องได้รับยีนผิดปกติจากทั้งสองฝ่ายถึงจะแสดงโรค อย่างไรก็ตาม ทารกอาจเป็นพาหะได้ ซึ่งโดยทั่วไปจะไม่ทำให้เกิดอาการ แต่เป็นข้อมูลที่ควรทราบเพื่อการวางแผนสุขภาพในอนาคตกรณีที่ฝ่ายชายหรือผู้บริจาคอสุจิเป็นพาหะโรคเดียวกันกับไข่
ความเสี่ยงที่ทารกจะเป็นโรคทางพันธุกรรมจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ทีมแพทย์ต้องวางแผนทางเลือกอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนผู้บริจาคไข่หรือผู้ให้อสุจิ หรือพิจารณาทางเลือกการคัดกรองตัวอ่อนด้วยวิธีต่าง ๆ อย่างละเอียด เช่น การทำ PGT-M หรือ SNP-BASED PGT-Aกรณีโรคแบบ X-linked หรือโรคที่ความรุนแรงสูง
สำหรับโรคบางกลุ่ม แม้เป็น “พาหะ” ก็อาจต้องเข้มงวดเป็นพิเศษ เพราะความเสี่ยงและผลกระทบต่อเด็กแตกต่างกันมาก ข้อสรุปจึงควรได้จากการประเมินเป็นรายบุคคล ร่วมกับการให้คำปรึกษาด้านพันธุกรรมเป็นหลักเงื่อนไขการรับไข่บริจาคจากผู้มีภาวะพาหะ
เพราะความปลอดภัยคือหัวใจสำคัญของการทำ ICSI ในทุกกรณี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์จึงมักพิจารณาเงื่อนไขการรับไข่บริจาคจากผู้มีภาวะพาหะในแบบองค์รวม ดังนี้เงื่อนไขด้านการแพทย์ที่มักใช้ประกอบการตัดสินใจ
- ระบุชนิดโรคและรูปแบบการถ่ายทอดได้ชัดเจน
- ตรวจคัดกรองฝ่ายชายหรือผู้ให้อสุจิอย่างละเอียด เพื่อทำ Risk Matching
- คู่สมรสได้รับการอธิบายความเสี่ยงที่จำเป็นและให้ความยินยอมโดยเข้าใจข้อมูลอย่างถูกต้อง
เงื่อนไขด้านความปลอดภัยของผู้บริจาคและผู้รับ
- คัดกรองโรคติดต่อและภาวะสุขภาพตามมาตรฐาน
- ประเมินสุขภาพนรีเวชและความเหมาะสมในการกระตุ้นไข่และเก็บไข่
- มีการติดตามผลหลังจากทำหัตถการและดูแลอย่างใกล้ชิด
เงื่อนไขด้านจริยธรรมและกฎหมาย
นอกจากเงื่อนไขด้านสุขภาพแล้ว เงื่อนไขการรับไข่บริจาคจากผู้มีภาวะพาหะ การใช้ไข่ อสุจิ หรือตัวอ่อน ยังต้องอยู่ภายใต้กรอบ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 และแนวทางหรือประกาศที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหลักการห้ามดำเนินการในลักษณะเชิงพาณิชย์ด้วย
ขั้นตอนรับบริจาค ไข่จากผู้เป็นพาหะ ให้ปลอดภัยและโปร่งใส
ขั้นตอนรับบริจาคไข่จากผู้เป็นพาหะประกอบไปด้วย 5 ขั้นตอนสำคัญ ดังนี้ขั้นที่ 1 ประเมินประวัติสุขภาพและประวัติครอบครัวของผู้บริจาค
ซักประวัติสุขภาพทั่วไป โรคประจำตัว การใช้ยา ประวัติการตั้งครรภ์ (ถ้ามี) และประวัติคนในครอบครัว เพื่อประเมินความเสี่ยงเบื้องต้นและวางแผนการตรวจที่เหมาะสมขั้นที่ 2 ตรวจคัดกรองโรคติดเชื้อและความปลอดภัยพื้นฐาน
โดยทั่วไปจะมีการคัดกรองโรคติดเชื้อสำคัญ และประเมินสุขภาพนรีเวช เพื่อความปลอดภัยของผู้รับบริจาคและเด็กที่จะเกิด ตามแนวปฏิบัติการให้บริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ขั้นที่ 3 ตรวจคัดกรองพาหะโรคทางพันธุกรรม (Carrier Screening)
การตรวจนี้ช่วยระบุว่าผู้บริจาคเป็นพาหะของโรคใด เพื่อใช้ในการจับคู่ความเสี่ยงกับผู้ให้อสุจิ และใช้ประกอบการให้คำปรึกษา ไม่ใช่เพื่อสร้างความกลัวหรือเหมารวมว่าเป็นพาหะแล้วจะไม่สามารถนำไข่มาทำ ICSI ได้ขั้นที่ 4 ตรวจฝ่ายชายหรือผู้ให้อสุจิ เพื่อทำ Risk Matching
เป็นขั้นตอนรับบริจาคไข่จากผู้เป็นพาหะที่นับเป็นจุดตัดสินใจสำคัญที่สุดในทางปฏิบัติ โดยเป้าหมายคือหลีกเลี่ยงการจับคู่ที่ทำให้ความเสี่ยงทารกเมื่อตั้งครรภ์ด้วยไข่จากพาหะเพิ่มขึ้น เช่น ไข่และอสุจิมาจากผู้ที่เป็นพาหะทั้งคู่ขั้นที่ 5 วางแผนลดความเสี่ยงก่อนเริ่มรอบรักษา
หากพบความเสี่ยงสูง ทีมแพทย์อาจพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เช่น การเปลี่ยนผู้บริจาคไข่ หรือเปลี่ยนผู้ให้อสุจิ และพิจารณาการตรวจตัวอ่อนเฉพาะโรคในกรณีที่เข้าข่ายศึกษาขั้นตอนรับบริจาคไข่จากผู้เป็นพาหะให้ปลอดภัยอย่างละเอียด
ทำอย่างไรหากผู้บริจาคไข่เป็นพาหะโรคทางพันธุกรรม ?
หากผลคัดกรองชี้ว่าผู้บริจาคเป็นพาหะ อย่าเพิ่งตกใจ เพราะคู่สมรสยังมีทางเลือกอีกหลากหลาย ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์จะเป็นผู้ให้คำแนะนำ เพื่อให้เลือกวิธีได้เหมาะสมที่สุด- ทำ Risk Matching ให้รัดกุมก่อนเริ่มรอบรักษา ช่วยลดความเสี่ยงทารกเป็นโรคได้มาก โดยเฉพาะกลุ่ม Autosomal Recessive
- หากพบว่าทั้งสองฝ่ายเป็นพาหะโรคเดียวกัน ควรเปลี่ยนผู้บริจาคในกรณีความเสี่ยงสูง เพื่อลดความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง
- ตรวจคุณภาพตัวอ่อนอย่างละเอียดตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยคัดเลือกตัวอ่อนที่ไม่เป็นโรคก่อนย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูกฝ่ายหญิง
คู่มือเลือกศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากเพื่อช่วยดูแลเรื่อง Donor และพันธุกรรมได้ครบทุกประเด็น
แม้จะไม่ใช่เงื่อนไขหรือขั้นตอนรับบริจาคไข่จากผู้เป็นพาหะโดยตรง แต่การเลือกศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากก็เป็นแนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยงทารกเมื่อตั้งครรภ์ด้วยไข่จากพาหะได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งนอกจากการให้ความสำคัญว่าควรเลือกทำ ICSI ที่ไหนดีแล้ว ยังต้องพิจารณาปัจจัยเหล่านี้เพิ่มเติมด้วย- มีระบบคัดกรองผู้บริจาคที่ครอบคลุม ทั้งสุขภาพทั่วไป โรคติดเชื้อ และการตรวจคัดกรองด้านพันธุกรรมตามความเหมาะสม
- มีการให้คำปรึกษาเรื่องพันธุกรรมและอธิบายความเสี่ยงแบบเข้าใจง่าย
- มีเอกสารความยินยอมที่โปร่งใส ชี้ข้อจำกัดของการตรวจ ไม่ทำให้คนไข้เข้าใจว่าเป็น “การรับประกันผล”
- ปฏิบัติตามกรอบกฎหมายและแนวทางวิชาชีพของไทยอย่างเคร่งครัด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการรับบริจาคไข่จากผู้เป็นพาหะ (FAQs)
โรค X-linked แตกต่างจาก Autosomal Recessive อย่างไร ?
Autosomal Recessive ต้องได้รับยีนผิดปกติจากทั้งพ่อและแม่ถึงจะแสดงโรค ส่วน X-linked ขึ้นอยู่กับโครโมโซมเพศ และอาจมีผลต่างกันในเด็กชายและเด็กหญิง
การเป็นพาหะโรคทางพันธุกรรมพบได้บ่อยแค่ไหน ?
การเป็นพาหะพบได้ค่อนข้างบ่อยในประชากรทั่วไป หลายคนไม่ทราบว่าตนเองเป็นพาหะจนกว่าจะตรวจคัดกรอง เพราะส่วนใหญ่ไม่มีอาการ
เด็กที่เกิดจากไข่บริจาคมีโอกาสเป็นโรคทางพันธุกรรมมากกว่าปกติหรือไม่ ?
หากผ่านกระบวนการคัดกรองและ Risk Matching อย่างเหมาะสม ความเสี่ยงจะใกล้เคียงกับการตั้งครรภ์ทั่วไป
กระบวนการคัดกรองไข่บริจาคใช้เวลานานแค่ไหน ?
ระยะเวลาขึ้นอยู่กับขั้นตอนตรวจสุขภาพ การตรวจคัดกรองโรคติดเชื้อ และการตรวจพันธุกรรม ซึ่งต้องรอผลครบก่อนเริ่มรอบรักษา