การทำ IUI (Intrauterine Insemination) หรือการฉีดน้ำเชื้อเข้าโพรงมดลูก นับว่าเป็นการทำผสมเทียมที่มีข้อได้เปรียบกว่าวิธีอื่น ๆ เพราะในการเตรียมอสุจิซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการทำ IUI จะมีการปั่นเลือกเฉพาะตัวอสุจิที่แข็งแรง มีการเคลื่อนไหวดีมาอยู่ในน้ำยาเพาะเลี้ยง (culture medium) ในปริมาตรน้อย (ประมาณ 0.4 – 0.5 มิลลิลิตร) จึงช่วยแก้ปัญหาความผิดปกติของฝ่ายชายที่ไม่รุนแรงได้ นอกจากนี้ การทำ IUI ยังช่วยเพิ่มโอกาสการมีบุตรให้กับผู้ที่มีปัญหาตัวอสุจิน้อยหรือมีตัวที่เคลื่อนไหวน้อยได้ เนื่องจากการที่แยกตัวอสุจิออกจากน้ำอสุจิที่เหลืออยู่จะทำให้สามารถฉีดอสุจิที่ผ่านการเตรียมพร้อมมาแล้วเข้าสู่โพรงมดลูกได้โดยไม่ได้รับผลกระทบจากสารอื่น ๆ ที่มีในน้ำอสุจิ เช่น โปรตีน prostaglandins หรือแม้กระทั่งแบคทีเรียที่ปนเปื้อนอยู่
การรักษาด้วยวิธีนี้สามารถทำได้ทั้งในรอบเดือนธรรมชาติที่ไม่มีการกระตุ้นไข่ และรอบเดือนที่ทำการกระตุ้นไข่เพื่อให้มีไข่ตกหลายใบขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์
ก่อนทำ IUI แพทย์จะทำการกระตุ้นการตกไข่ของฝ่ายหญิง ด้วยการให้รับประทานยาหรือฉีดยาเพื่อให้เกิดการตกไข่ โดยจะใช้ยากระตุ้นไข่ในวันที่ 3 หลังจากประจำเดือนมา จากนั้นแพทย์จะอัลตราซาวนด์เพื่อตรวจดูขนาดของไข่ ก่อนทำ IUI หากมีขนาดที่พอเหมาะและพร้อมผสมกับอสุจิแล้ว จึงจะนัดวันฉีดยากระตุ้นเพื่อให้ไข่ตก
นอกจากปริมาตรของน้ำอสุจิที่มีมากเกินกว่าจะทำการฉีดเข้าไปในโพรงมดลูกได้แล้ว น้ำอสุจิยังมีส่วนประกอบอื่น ๆ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อการตั้งครรภ์ได้ด้วย ดังนั้นจึงต้องมีกระบวนการเตรียมเชื้ออสุจิ เพื่อให้ได้อสุจิที่มีคุณภาพสำหรับฉีดเข้าโพรงมดลูก โดยการปั่นเลือกเฉพาะตัวอสุจิที่มีคุณภาพดี ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง
เมื่อไข่ตกภายใน 24 – 40 ชั่วโมงหลังฉีดยา แพทย์จะฉีดน้ำเชื้อเข้าสู่โพรงมดลูกเพื่อให้อสุจิที่แข็งแรงว่ายเข้าไปผสมกับไข่ ซึ่งในขั้นตอนการฉีดอสุจิเข้าสู่โพรงมดลูกจะต้องทำให้เกิดการกระทบกระเทือนน้อยที่สุดเพื่อลดการกระตุ้นให้มดลูกเกิดการหดรัดตัว โดยหลังฉีดแพทย์จะให้ฝ่ายหญิงนอนพักประมาณ 15 – 30 นาที แล้วให้กลับไปพักที่บ้าน ซึ่งหลังจากนั้นสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แต่ไม่ควรยกของหนักหรือออกกำลังกายหนักเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น
ในปัจจุบันการทำ IUI เป็นการรักษาเบื้องต้นของผู้ที่วางแผนมีบุตร แต่เผชิญหน้ากับปัญหาภาวะมีบุตรยากได้หลากหลายสาเหตุ ยกตัวอย่างเช่น
ซึ่งการทำ IUI จะไปช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ให้สำเร็จ แม้จะมีภาวะมีบุตรยาก ทั้งยังสามารถช่วยลดโอกาสได้รับเชื้อ HIV ในรายที่สามีมีการติดเชื้อ (serodiscordant couple) หรือแม้กระทั่งในรายที่กระตุ้นไข่เพื่อที่จะทำการรักษาด้วยเทคโนโลยีวิธีอื่นแล้วเกิดการตอบสนองที่ไม่ปกติ (poor responder) ก็สามารถเปลี่ยนเป็นมาทำ IUI ได้ถ้าท่อนำไข่ยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์
อัตราการตั้งครรภ์ของการฉีดน้ำเชื้อเข้าโพรงมดลูกนั้นมีความแตกต่างกันไปตามสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก และวิธีการกระตุ้นไข่ จึงทำให้ตัวเลขอัตราความสำเร็จของแต่ละสถาบันแตกต่างกันไป ส่วนปัจจัยที่มีผลกระทบต่ออัตราความสำเร็จจากการทำ IUI นั้น มีดังนี้
ภาวะแทรกซ้อนที่พบจากการทำ IUI นั้นอาจเกิดได้จากหลายขั้นตอน เช่น